วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คนขี้ลื๊ม ขี้ลืม

คนขี้ลื๊ม ขี้ลืม

                   มีชายคนหนึ่งเป็นคนขี้ลืม ขี้ลืมจริงๆ เรื่องอะไรจำได้ประเดี๋ยวเดียวแล้วก็ลืมหมด เขาจะจำอะไรไม่ได้เลย วันหนึ่งชายขี้ลืมคนนี้ถือมีดเข้าไปในป่าเพื่อจะไปตัดต้นไม้ มาทำฟืน เดินทางไปได้สักพักหนึ่งเกิดปวดอุจจาระ จึงเอามีดฟันติดกับต้นไม้ไว้ แล้วก็หาที่หลบไปถ่ายอุจจาระ พอถ่ายอุจจาระเสร็จก็เดินออกมา เห็นมีดเล่มหนึ่งอยู่ที่ต้นไม้  เขาลืมไปว่าเป็นมีดของตัวเอง เขาดีใจมากจึงรีบวิ่งไปคว้ามีดมาถือไว้
แล้วจับมีดชูขึ้นพลางเต้นไปรอบๆแล้วพูดว่า
" วันนี้โชคดีแต่เช้าเลย มีดของใครก็ไม่รู้ยังใหม่อยู่เลย ลับเอาไว้คมกริบทีเดียว เจ้าของมีดนี่แย่มาก ของดีๆอย่างนี้มาลืมไว้ได้ อ้ายคนไม่รู้จักรักษาของ คนอย่างนี้ทำมาหากินอะไรมีแต่จะล่มจม "
                เผอิญเขาเดินไปเหยียบเอาอุจจาระที่ตนเองถ่ายไว้เมื่อครู่นี้เข้า ลืมว่าเป็นของตัวเอง จึงตะโกนด่าขึ้นว่า
" อ้ายคนอุบาทว์ที่ไหนมาถ่ายไว้ได้ ที่ทั้งป่ากว้างใหญ่มาทำโสโครกเอาไว้ตรงนี้เอง อ้ายมนุษย์อัปรีย์ "


ใครโง่กว่ากัน

ใครโง่กว่ากัน

มีชายสองคนพี่น้อง คนพี่ชื่อดำเป็นคนขยันทำมาหากิน เงินทองที่หามาได้ก็รู้จักใช้จ่าย
จนมีเงินเก็บอยู่บ้าง ส่วนคนน้องชื่อแดงเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เอาใจใส่ต่อการทำงาน ได้เงินมา
ก็ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ไม่มีเงินเก็บหอมรอมริบ คอยแต่เบียดเบียนนายดำผู้พี่ ยิ่งไปกว่านั้นถ้านายดำ
เผลอเมื่อไหร่ เป็นอันต้องถูกนายแดงขโมยเงินเสมอ ไม่ว่านายดำจะซุกซ่อนเงินไว้ตรงไห
                อยู่มาวันหนึ่งนายดำต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน จึงคิดหาวิธีที่จะซ่อนเงินที่มีอยู่หนึ่งพันบาท
ให้มิดชิดที่สุด คิดอยู่นานก็หาที่ซ่อนไม่ได้ จะเอาซ่อนตรงไหนๆ ก็เกรงว่านายแดงจะมาขโมยไป
                ในที่สุดก็ตัดสินใจขุดหลุมฝังซ่อนไว้ดีกว่า จึงลงจากเรือนคว้าจอบใส่บ่าเดินออกหลังบ้าน
แล้วขุดหลุมเอาเงินห่อกระดาษใส่ลงก้นหลุม เอาดินกลบและดูความเรียบร้อย ดูไปดูมานายดำก็คิดว่า
"นี่ถ้านายแดงมาเห็นรอยเรากลบหลุมไว้อย่างนี้ คงต้องรู้ว่าเราฝังเงินเอาไว้แน่"
                พลันความคิดของนายดำก็เกิดขึ้น เอาอย่างนี้ดีกว่าเราเขียนป้ายมาปักไว้ที่หลุมนี้ว่า
"เงินหนึ่งพันบาทของนายดำ ไม่ได้อยู่ในหลุมนี้" นายแดงก็คงจะไม่สงสัยเป็นแน่  คิดแล้วนายดำก็จัดการเขียนป้ายดังกล่าวมาปักไว้ที่หลุม เสร็จแล้วก็จัดแจงแต่งตัวออกจากบ้านไป
                ฝ่ายนายแดงหลังจากเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่หลายวัน จนเงินหมดจึงกลับบ้าน ไม่พบพี่ชาย จึงได้โอกาสเหมาะเที่ยวค้นหาเงิน เชื่อว่าพี่ชายจะต้องซ่อนไว้ที่ไหนซักแห่งแน่ ค้นหาบนบ้านอยู่นาน ก็ไม่พบ จึงเดินลงจากเรือนไปค้นตามหลังบ้าน ก็พบป้ายหนึ่งเขียนไว้ว่า "เงินหนึ่งพันบาทของนายดำไม่ได้อยู่ในหลุมนี้"
                เมื่อนายแดงอ่านป้ายดูแล้วก็เกิดความสงสัยว่า เมื่อไม่มีเงินแล้วจะเขียนป้ายบอกไว้ทำไม จึงลงมือขุดดู ก็พบเงินที่ซ่อนไว้ เมื่อได้เงินมาแล้วนายแดงเกิดนึกขึ้นได้ว่า ถ้าพี่ชายกลับมาเห็น เงินในหลุมหายไปก็คงโทษเราแน่ อย่ากระนั้นเลยเราเขียนป้ายปักไว้ดีกว่า เมื่อพี่ชายมาเห็นจะได้ คิดว่าเราไม่ได้เอาไป คิดดังนั้นแล้วนายแดงก็จัดการเขียนป้ายมาปักไว้ที่หลุมว่า  "เงินหนึ่งพันบาทในหลุมนี้นายแดงไม่ได้เอาไป"


ค่าของคน

ค่าของคน


               ในกาลครั้งหนึ่งยังมียายแก่คนหนึ่ง สามีเสียชีวิต ส่วนลูกหลานก็แยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่น  ยายแก่ทำมาหากินอยู่ตัวคนเดียวด้วยความขยันขันแข็งมาตลอด แกเก็บเล็กผสมน้อย ใช้จ่ายอย่าง กระเหม็ดกระแหม่ จึงสะสมเงินทองไว้ได้พอสมควร แกจึงไปซื้อไหเก่าใบหนึ่งมาใส่เงินนั้นไว้ จะไปไหนก็จะอุ้มไหติดตัวไปด้วย และไม่เคยเปิดไหอวดใครเลย
                ครั้นเมื่อยายอายุมากขึ้นๆ ทำงานอย่างเดิมไม่ไหว ลูก หลาน ซึ่งพากันคิดว่ายายแก่ คงจะต้องมีทรัพย์สมบัติมาก จึงพากันมารับยายแก่ไปอยู่ด้วย ยายแก่ก็รู้เท่าทันแต่ก็ทำเฉยเสียช่วยลูกหลานทำงานสุดกำลัง เพื่อไม่ให้ลูกหลานดูถูกได้ว่าเสียข้าวสุกเปล่า หรือเกาะเขากิน
                จนวันหนึ่งแกลงไปดายหญ้าทำสวนอยู่คนเดียว แดดก็จัด แกรู้สึกปวดหลังเป็นกำลัง ถึงกับล้มฟาดไปไม่รู้ตัว หมดสติอยู่กลางแดดเป็นเวลานานกว่าลูกหลานจะมาพบ และช่วยกันอุ้มเข้าบ้าน เมื่อแกฟื้นขึ้นมาปรากฏว่าแกเป็นอัมพาตพอจะพูดและเคลื่อนไหวได้บ้าง รักษาอยู่เป็นเวลานานก็ไม่ทุเลา แกใช้เงินที่แกสะสมไว้เป็นค่ารักษาจนหมด ลูกหลานทั้งหลายพากันเดาว่ายายแก่คงใช้เงินรักษาจนหมดตัวแล้ว จึงพากันตีตัวออกห่าง
                ในที่สุดเพื่อนบ้านแถวนั้นทนไม่ได้จึงผลัดกันมาดูแลยายแก่ แต่ทุกคนก็มีหน้าที่การงานต้องทำ
จะมาพยาบาลอยู่นานก็ไม่ได้ ยายแก่จึงต้องช่วยตัวเองซะส่วนมาก จะไปถ่ายอุจระก็ไม่ได้ ไหของแก เมื่อเงินทองหมดก็ยังว่างเปล่าอยู่ แกจึงถ่ายอุจระไว้ในไหนั้นทุกวัน แล้วก็ปิดฝาไว้
                เมื่อมีชาวบ้านมาเยี่ยม แกก็เริ่มคุยอวดชาวบ้านว่าความจริงเงินของแกก็ยังพอจะมีเหลือ "ฉันกันเงินของฉันไว้ส่วนหนึ่ง เอาไว้ตอนเข้าตาจน ไม่เชื่อลองโยกไหดูสิ" ชาวบ้านต่างก็ลองเอามือผลักไหดู ก็เชื่อว่ามีเงินอยู่ในนั้นแน่ พอกลับบ้านต่างคนก็ต่างไปเล่าต่อๆกัน "ยายแก่ แกยังมีเงินเหลืออยู่ไม่น้อยเลย ไหที่ใส่ไว้หนักอึ้งทีเดียว"
                ความนี้ในที่สุดก็ไปเข้าหูหลานๆของยายแก่ ด้วยความละโมบจึงพากันกลับมาคอยรับใช้ยายแก่อีก
ต่างคนก็ชิงกันเอาใจยายแก่ เพราะหวังจะครอบครองทั้งทองและเงินในไห ต่อมาไม่นานยายแก่ก็ถึง
อายุขัย หลานๆก็จัดงานศพเสียงดงาม
                เมื่อเสร็จจากงานศพแล้ว ลูกหลานทุกคนก็ต่างคิดบัญชีค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้แบ่งเงินในไหว่า
ใครได้ส่วนแบ่งมาก ใครได้น้อย พอคิดบัญชีเสร็จแล้วก็ยังทะเลาะกันจนยุติไม่ได้ เพราะต่างคนก็อยาก
จะได้มาก ไม่มีใครยอมใคร ในที่สุดก็ตกลงให้เปิดไหก่อนเพื่อจะนับเงินทอง แต่แล้วทุกคนก็ต้องผิดหวัง
เพราะพอเผยอฝาไหออก กลิ่นอุจระก็เหม็นคลุ้ง จนทุกคนผงะหงาย ลูกหลานทุกคนเสียรู้ยายแก่เสียแล้ว

สมบัติของคุณปู่

สมบัติของคุณปู่


ปิดเทอมหน้าร้อนปีนี้ เพชร พลอย และแพร สามพี่น้องต้องมาพักอยู่กับคุณปู่และคุณย่าที่อำเภอเล็กๆ ทางภาคเหนือ เนื่องจากคุณพ่อของพวกเขาไม่สบายต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ส่วนคุณแม่ก็ต้องทำงานในตอนกลางวัน และ ไปเฝ้าคุณพ่อในตอนกลางคืน จึงไม่มีเวลามาดูแลพวกเขา
บ้านของคุณปู่ คุณย่า เป็นบ้านไม้หลังใหญ่ที่มีห้องหับมากมาย คุณปู่พาเด็กๆสำรวจห้องต่างๆ จนกระทั่งถึงห้องหนึ่ง คุณปู่บอกว่า "นี่เป็นห้องสมบัติที่มีค่าของปู่"
เด็ก ทั้งสามได้ยินดังนั้นก็จินตนาการกันไปว่า ในห้องนี้คงจะเต็มไปด้วยสมบัติ ประเภทแก้วแหวนเงินทอง แต่เมื่อคุณปู่ดึงประตูห้องให้เปิดอ้าออก สิ่งที่ เพชร พลอย และ แพร เห็นก็คือ หนังสือ หนังสือ และหนังสือ ห้องนี้เต็มไปด้วยหนังสือมากมายหลายชนิดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบจรด เพดานพื้นห้อง
"โอ้โห ! มีแต่หนังสือเต็มไปหมดเลย" พลอยอุทานด้วยความตื่นเต้น
"หลานอยากอ่านหนังสือเล่มไหน ก็เอาไปอ่านได้เลยนะ เมื่ออ่านเสร็จแล้วก็เอามาคืนที่เดิมด้วยล่ะ" จากนั้นคุณปู่ก็พาไปยังห้องอื่นๆ
เมื่อ สำรวจบ้านคุณปู่ครบทุกห้องแล้ว เพชรก็ชวนน้องทั้งสองไปเดินสำรวจรอบๆหมู่บ้าน แต่พลอยติดใจหนังสือในห้องคุณปู่ จึงขออ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน พลอยชอบอ่านหนังสือมาก เธออ่านหนังสือทุกประเภท เพราะนอกจากจะสนุกไปกับเรื่องราวต่างๆแล้ว เธอยังได้รับความรู้อีกมากมาย
ตั้งแต่ มาอยู่บ้านคุณปู่ พลอยก็ได้อ่นหนังสือเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก พลอยชวนพี่เพชร กับ น้องแพรมาอ่านหนังสือด้วยกัน แต่ทั้งสองอยากไปเดินเล่นมากกว่า
พลอยจึงไม่คะยั้นคะยออีก ขณะที่พลอยอ่านหนังสือเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงน้องแพรร้องตะโกนว่า
"ช่วยด้วย พี่เพชรโดนผึ้งต่อย .. ช่วยด้วยค่ะ"
พลอย จึงรีบวิ่งออกไปตามเสียงของน้องแพร และเห็นพี่เพชรนอนร้องโอดโอยอยู่ เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นว่าตามใบหน้า และ แขนมีจุดสีแดงๆที่เกิดจากการถูกผึ้งต่อย และ เจ้าจุดที่ว่านี้ก็เริ่มบวมมากขึ้นทุกที
"ทำไมพี่เพชรถึงโดนผึ้งต่อยได้ล่ะ" พลอยถามน้องแพรที่ยืนร้องไห้เพราะสงสารพี่ชาย
"ก็พี่เพชรจะเก็บดอกไม้ไปฝากพี่พลอย ก็เลยถูกผึ้งต่อยเอาน่ะสิ"
"โถ น่าสงสารจัง พี่เพชรอดทนหน่อยนะ เดี๋ยวพลอยวิ่งไปเอากล่องยาที่บ้านก่อน"
สักพักพลอยก็วิ่งกลับมาพร้อมกล่องยาและกุญแจ พลอยเห็นแพรทำหน้าสงสัยจึงอธิบายให้น้องสาวฟังว่า
"กุญแจ นี้ เอาไว้กดเหล็กไนของผึ้ง เพราะพิษของผึ้งอยู่ที่เหล็กไน จึงต้องเอาเหล็กไนออกจากบริเวณที่โดนต่อยอย่างเร็วที่สุด โดยใช้กุญแจที่มีรูตรงปลายครอบจุดที่ถูกต่อย แล้วกดลงให้เหล็กไนโผล่ ค่อยๆจับเหล็กไนทางปลายแล้วดึงออก อย่าพยายามแคะ เพราะเหล็กไนอาจหักฝังคาอยู่ในเนื้อได้ พอเอาเหล็กไนออกมาได้แล้ว ค่อยทายาหรือประคบด้วยน้ำแข็ง เมื่อวานพี่อ่านหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้พอดีน่ะ"
"เหรอ ดีจังเลยนะ หนังสือที่มีประโยชน์จริงๆ ถ้าเราไม่รู้วิธีการปฐมพยาบาลคนที่ถูกผึ้งต่อย พี่เพชรคงต้องแย่แน่ๆเลย พรุ่งนี้แพรไปอ่านหนังสือกับพี่พลอยดีกว่า"
"พี่อ่านด้วย" เพชรพูดขึ้นหลังจากที่อาการปวดทุเลาลงแล้ว
คุณย่าได้ยินเสียงของแพรก็เลยเรียกคุณปู่ออกมาดู
คุณปู่บอกว่า "ปู่ ดีใจที่หลานสามารถแก้ปัญหาและช่วยเหลือผู้อื่นได้ เห็นไหมล่ะว่าหนังสือเป็นคลังความรู้ที่มีค่า หากเรารู้จักเลือกอ่านหนังสือที่ดีมีประโยชน์และนำความรู้มาใช้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้เหมือนอย่างพลอยนี่แหละ"
คุณย่าซึ่งได้ฟังคุณปู่พูดอยู่ใกล้ๆ ก็ยื่นสมุดเล่มเล็กๆให้หลานๆ พลางบอกว่า
"นี่ จ้ะหลานๆ สมุดบันทึกนี้ย่าให้ไว้เก็บสมบัติของคุณปู่ นอกเหนือจากที่จดจำ .. เมื่ออ่านพบสิ่งใดที่ดีมีประโยชน์ ก็บันทึกไว้ เผื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในภายหน้านะ"
ใกล้จะถึงวันเปิดเทอม เด็กทั้งสามก็ได้รับข่าวดีจากคุณแม่ว่า คุณพ่อหายป่วยแล้วและจะมารับกลับบ้าน
เมื่อ กลับมาบ้าน คุณแม่ก็สังเกตเห็นว่า เพชรและแพรเปลี่ยนไปมาก เมื่อไหร่ที่มีเวลาว่าง สามพี่น้องจะหาหนังสือมานั่งอ่านด้วยกัน แถมยังคอยบันทึกสิ่งต่างๆใส่สมุดเล่มเล็ก จึงโทรไปถามคุณปู่ 
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ เกิดอะไรขึ้นกับเด็กๆคะ ตั้งแต่กลับมาจากบ้านคุณพ่อ ลูกๆของพิม ก็กลายเป็นหนอนหนังสือไปทั้งสามคนเลย"
คุณปู่หัวเราะ หึหึ แล้วพูดว่า "เป็นอย่างนั้นเหรอ อาจเป็นเพราะสมบัติที่พ่อยกให้พวกเด็กๆก็ได้นะ"
"สมบัติอะไรหรือคะ" คุณแม่ถามด้วยความสงสัย
"พิมไปถามลูกๆเองก็แล้วกัน คราวหน้าถ้าพิมมาพ่อจะให้พิมดูสมบัติของพ่อ ว่างๆก็พาเด็กๆมาเที่ยวอีกนะ"
เปิด เทอมใหม่ เพชร พลอย และ แพรต่างก็ตั้งใจเรียนอย่างขยันขันแข็ง หากมีเวลาว่างพวกเขาก็จะอ่านหนังสือ ทั้งหนังสือเรียนและหนังสืออื่นๆ เมื่อผลการสอบของเทอมแรกออกมา ปรากฏว่าสามพี่น้องมีผลการเรียนที่ดีขึ้นมาก คุณพ่อคุณแม่ จึงให้รางวัลด้วยการพาสามพี่น้องไปเที่ยวทะเล และหนังสือที่เด็กๆอยากได้อีกคนละ 1 ชุด

อุทัยเทวี

อุทัยเทวี


               ณ เมืองบาดาล ธิดาพญานาคหนีมาเที่ยวเมืองมนุษย์และพบรักกับรุกขเทวดาที่สิงสถิตอยู่ในต้นไม้ริมสระน้ำ ธิดาพญานาคตั้งครรภ์รอจนคลอดเป็นไข่ฟองหนึ่ง จึงใช้สไบห่อไข่และพ่นพิษคุ้มครองไว้ก่อนแล้วลงกลับไปเมืองบาดาล บังเอิญมีนางคางคกผ่านมาเห็นจึง กินไข่และตายด้วยพิษพญานาค พอดีกับไข่ฟักเป็นเด็กหญิงซึ่งคิดว่านางคางคกเป็นแม่ของตน จึงอาศัยอยู่ในซากคางคกเน่าๆ
                ตายายสองผัวเมียมาตกปลาพายเรือผ่านมาเห็นเข้าก็ช่วยเลี้ยงดูจนโต ตั้งชื่อให้ว่าอุทัยเทวี และอุทัยเทวีได้แต่งงานกับเจ้าชายสุทธราช ซึ่งก่อนแต่งตากับยาก็ได้มีข้อกำหนดว่า ต้องสร้างสะพานทองตั้งแต่วัง จนถึงบ้านตายยายแต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี อุทัยเทวีจึงเป็นสะใภ้แห่งเมืองหลวง มารดาของเจ้าชายไม่ค่อยชอบอุทัยเทวีนัก จึงหาทางให้ลูกของตนเป็นของคนอื่นไป ซึ่งนั่นคือ เจ้าชายต้องไปแต่งงานกับเจ้าหญิงฉันทนา ซึ่งอุทัยเทวีก็ตามไปด้วยตามสัญญา เจ้าหญิงฉันทนาคิดกำจัดอุทัยเทวีโดยฆ่านางอุทัยเทวี แต่พ่อของอุทัยเทวี ช่วยไว้ จึงบอกว่าให้รอแก้แค้นนางฉันทนาอยู่นอกวัง
                ต่อมาไม่นานนางฉันทนากลุ้มใจเรื่องผีนางอุทัยเทวีจะมาหลอก หัวจึงหงอก ผมที่เคนดำกลับขาวไปทุกเส้น จึงเอาผ้าพันศีรษะไว้ตลอดเวลา ต่อมานางอุทัยเทวีแปลงกายเป็นแม่ค้าขายขนมแก่ๆผ่านมา ซึ่งผมดำยาวสลวยผิดกับนางฉันทนา นางฉันทนาเห็นเข้าจึง คิดว่ายายแก่คนนี้ก็มีเคร็ดลับในการบำรุงรักษาผมอย่างแน่นอน จึงให้ยายแก่เข้าไปในวัง และให้รักษาผมของตนเองให้ แต่นางอุทัยเทวีก็จะรักษาให้ แต่ต้องยอมให้ทำทุกอย่างห้ามถามอะไรทั้งสิ้น นางฉันทนาตกลง จึงนอนลงแล้วนางอุทัยเทวี ก็เอามีดโกนโกนผมนางฉันทนา ออกจนหมด แล้วกรีดศีรษะนางฉันทนาแล้วเอาปลาร้าให้หม้อครอบหัวนางฉันทนาไว้ และห้ามเอาหม้อออกก่อนวันที่ 7 แต่ไม่ถึงคืนนางฉันทนาทนพิษบาดแผลไม่ไหว จึงสิ้นใจตาย
                เจ้าชายสิทธิราช รู้ดังนั้นจึงกลับไปเมืองของตน ซึ่งก็ยังเห็นอุทัยเทวีอยู่ที่เมืองอยู่ก็ทรงโล่งใจ อุทัยเทวี ได้ครองรักกับเจ้าชายอย่างมีความสุขตราบนานเท่านาน
 

แม่ครัวคนใหม่กับผู้ช่วย

แม่ครัวคนใหม่กับผู้ช่วย


ณ บ้านสวนแห่งหนึ่ง ส้มโอกับมะขามสองพี่น้องจอมซน และองุ่นซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเด็กทั้งสอง มาเยี่ยม คุณตากับคุณยายในช่วงปิดเทอม องุ่นเป็นเด็กเรียบร้อยและชอบช่วยคุณยายทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ส่วนส้มโอกับมะขาม เป็นเด็กซุกซน โดยเฉพาะเด็กชายมะขามที่มีนิสัยเกเรชอบแกล้งสัตว์เลี้ยงของคุณยายเป็นประจำ
มะขาม วันนี้เราหาอะไรสนุกๆ ทำกันดีกว่า" ส้มโอผู้เป็นพี่สาวกล่าวชวนน้องชาย
"เล่นอะไรดีล่ะ...เออ เราเอาถุงพลาสติกไปมัดปลายหางเจ้าตูบ มันจะได้ไล่งับหางตัวมันเองไง"มะขามออก ความคิด ซึ่งส้มโอก็เห็นด้วย แต่ก่อนจะไปวิ่งเล่นทั้งสองก็นึกได้ว่าควรจะชวนองุ่นไปเล่นด้วย
ในห้องครัว องุ่นกำลังง่วนอยู่กับการช่วยคุณยายล้างผัก
"องุ่นไปวิ่งเล่นกันไหม" ส้มโอเอ่ยชวน
 "ฉันก็อยากไปนะ แต่ขอช่วยคุณยายทำกับข้าวก่อนได้ไหม คุณยายกำลังสอนเจียวไข่อยู่พอดี เธอสองคนมาช่วยกันไหมล่ะ จะได้เสร็จไวๆ" องุ่นชวน
เมื่อเห็นทั้งสองโผล่หน้าเข้ามาคุณยายจึงชักชวนให้มาทำกับข้าว แต่สองพี่น้องทำเฉไฉ มะขามอ้างว่า ตนเป็น เด็กผู้ชายไม่ถนัดทำกับข้าว ส่วนส้มโอก็บอกว่าตนเองทำงานบ้านแบบนี้ไม่เป็น พูดจบสองพี่น้องก็วิ่งลงจากบ้านไปอย่าง รวดเร็ว
"เฮ้อ...สองคนพี่น้องนี่วิ่งเล่นกันทั้งวัน แล้วองุ่นไม่อยากไปเล่นบ้างเหรอลูก" คุณยายหันมาถามองุ่น
 "ก็อยากไปอยู่เหมือนกัน แต่ช่วยคุณยายเสร็จแล้วหนูค่อยไปก็ได้ค่ะ" องุ่นตอบอย่างสุภาพ
"ดีแล้วจ้ะ การช่วยเหลืองานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือว่าเป็นการทำความดีอย่างหนึ่งเด็กที่เคยทำความดีก็จะได้เจอสิ่งดีๆ อีกอย่าง เวลายายไม่อยู่หนูจะได้ทำอาหารง่ายๆ กินเองได้ยังไงล่ะจ๊ะ"
พูดจบคุณยายก็สอนให้องุ่นเจียวไข่ โดยให้ตอกไข่ใส่ชาม ปรุงรสด้วยน้ำปลา แล้วใช้ส้อมตีไข่ให้เข้ากัน จากนั้น คุณยายก็ตั้งกระทะบนเตา เทน้ำมันพืชลงเล็กน้อย พอน้ำมันร้อนได้ที่คุณยายก็ให้องุ่นเทไข่ลงไปและสอนให้องุ่นใช้ ตะหลิวกลับด้านให้ไข่สุกเหลืองทั่วกัน
"เก่งมากลูก เสร็จแล้วก็ตักใส่จานได้เลย" คุณยายกล่าวชม องุ่นอมยิ้มรับด้วยความภูมิใจ
หลายวันผ่านไป ส้มโอกับมะขามก็ยังสนุกกับการเล่นสนุกในสวน บางวันแกล้งหมา บางวันแกล้งแมว ส่วนองุ่นก็จะช่วยคุณยายทำกับข้าวให้เสร็จก่อนไปเล่นเสมอ จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งคุณตาคุณยายมีธุระในเมือง เด็กๆ ทั้งสามต้องอยู่กันโดยลำพัง
"พี่ส้มโอ มะขามหิวข้าว...หิวข้าว พี่ทำกับข้าวให้หน่อยสิ" มะขามเริ่มงอแงด้วยความหิว
"โธ่...พี่ทำเป็นที่ไหน ตอนนี้พี่ก็หิวเหมือนกัน คุณยายยังไม่กลับมาเลย ทำยังไงดีล่ะ" ส้มโอตอบน้องชายและ บ่นพึมพำ
เป๊ง! เป๊ง!...เป๊ง! เป๊ง! เสียงกระทะกับตะหลิวกระทบกันดังมาจากห้องครัว ทั้งสองรีบวิ่งไปดู
"หิวหรือยังทั้งสองคน วันนี้คุณตาคุณยายไปธุระในเมือง คงอีกนานกว่าจะกลับ" องุ่นบอก
"พี่องุ่นผัดผักก็ได้ เจียวไข่ก็ห้อม...หอม พี่องุ่นทำเผื่อพวกเราด้วยสิ" มะขามอ้อนวอน
"ใช่ๆ องุ่นอย่าลืมทำเผื่อฉันด้วยนะ ฉันทำไม่เป็น" ส้มโออ้อนวอนบ้าง
"ได้สิ แต่เธอสองคนต้องช่วยฉันทำด้วยนะ"องุ่นตอบ
"ไชโย เราไม่ต้องหิ้วท้องรอคุณยายแล้วล่ะพี่ส้มโอ" มะขามกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ และช่วยเป็นลูก มือแม่ครัวองุ่นอย่างขยันขันแข็ง
เมนูวันนั้นคือผัดผักกับข้าวไข่เจียวที่ทั้งสามคนช่วยกันปรุงอย่างสนุกสนานเมื่อคุณยายกลับมาก็เห็นหลาน ทั้งสามนั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย องุ่นบอกกับคุณยายว่าส้มโอและมะขามมาช่วยทำอาหารด้วย

คุณยายจึงชมเชยหลานๆทั้งสาม องุ่น ส้มโอ และมะขาม รู้สึกภูมิใจ โดยเฉพาะสองพี่น้องที่ได้เรียนรู้ว่าในห้องครัว ก็มีเรื่องสนุกๆให้ทำเหมือนกัน ตั้งแต่นั้นมาเด็กทั้งสามคนก็จะทำความดีด้วยการช่วยงานบ้านเล็กๆน้อยๆก่อนไปวิ่งเล่นเสมอ

ก้อนหินวิเศษ

ก้อนหินวิเศษ



            ทุกเย็นเมื่อกลับจากโรงเรียน ข้าวโพดจะอ่านหนังสือเพื่อทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้มาในแต่ละวัน เสร็จแล้วก็จะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนในวันต่อไป ทำให้ข้าวโพดมีผลการเรียนที่ดีตลอดมา แม้ว่าข้าวโพด จะเป็นเด็กที่ขยันเรียน แต่ในใจลึกๆข้าวโพด ก็นึกอยากได้ของวิเศษสักชิ้นเพื่อช่วยให้ตนเองเรียนเก่งขึ้นเหมือนในนิทาน ที่เคยฟังเมื่อยังเด็ก  และ แล้วช่วงเวลาปิดเทอมใหญ่ที่เด็กๆทุกคนรอคอยก็มาถึง สำหรับข้าวโพดก็รอคอยที่จะได้เดินทางไปท่องเที่ยวและเรียนรู้ตามที่ต่างๆ เช่นกัน ปิดเทอมนี้ครอบครัวของข้าวโพดพากันไปเที่ยวทะเล ข้าวโพดสนุกสนานกับการเล่นน้ำทะเล และเดินดูเปลือกหอยที่อยู่ตามชายหาดอย่างตื่นเต้น เด็กชายวาดรูปเปลือกหอยชนิดต่างๆ ไว้ในสมุดบันทึก เพื่อจะได้นำรูปนั้นกลับมาค้นคว้าว่าเปลือกหอยที่เจอคือหอยอะไรบ้าง
ระหว่างที่ข้าวโพดง่วนอยู่กับการวาดรูปเปลือกหอย เด็กชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาข้าวโพด พร้อมกับถามด้วยความสงสัยว่า  "เธอวาดรูปเปลือกหอยทำไมเหรอ ฉันไม่เห็นว่ามันจะสวยตรงไหนเลย" เด็กชายแปลกหน้าเอ่ยถาม 
ข้าวโพดจึงตอบไปว่า "ฉันก็วาดรูปเอาไว้ พอกลับไปถึงบ้าน ฉันก็จะไปดูในหนังสือว่าเปลือกหอยแบบนี้เป็นเปลือกหอยอะไรไง"
เด็ก ชายแปลกหน้าได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะ และบอกกับข้าวโพดว่าตนเองรู้จักเปลือกหอยทุกชนิด และจำได้หมดโดยไม่ต้องบันทึกให้เสียเวลา เพราะมีก้อนหินวิเศษ ที่ช่วยให้จดจำทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว
"ไม่เชื่อก็ลองชี้เปลือกหอยตามชายหาด หรือรูปที่เธอวาดดูสิ ฉันจะบอกชื่อให้ถูกหมดเลย"
"นี่ไงก้อนหินวิเศษของฉัน" เด็กชายแปลกหน้าแบบมืออวดก้อนหินรูปร่างประหลาดให้ข้าวโพดดู ข้าวโพดรู้สึกตื่นเต้นและนึกอยากได้ก้อนหินวิเศษนี้บ้าง "ฉันจะหามันได้จากที่ไหน" ข้าวโพดถามด้วยความสนใจ
เด็ก ชายแปลกหน้าจึงพาข้าวโพดเดินหาก้อนหินวิเศษอะไรจะหากันได้ง่ายๆ ตามชายหาดอย่างนี้ แต่เมื่อเห็นเด็กชายแปลกหน้าบอกชื่อเปลือกหอยได้อย่างคล่องแคล่ว ข้าวโพดก็ดีใจที่จะได้ก้อนหินวิเศษมาช่วยให้ตนเรียนหนังสือเก่งขึ้น
"เวลา เธอทำข้อสอบ เธอก็ต้องนำมันติดตัวไปด้วย มันจะช่วยให้เธอทำข้อสอบได้อย่างสบายเลยแหละ อย่าลืมที่ฉันบอกล่ะ ถ้าเธอลืมเอามันติดตัวเธอก็จะทำข้อสอบได้ไม่ค่อยดีนัก" เด็กชายแปลกหน้ากำชับ
เมื่อ กลับมาบ้าน ข้าวโพดนำรูปเปลือกหอยมาค้นคว้า และพบว่าชื่อเปลือกหอยที่เด็กชายแปลกหน้าบอกตรงกับในตำรา ข้าวโพดยิ่งเชื่อสนิทใจและเก็บก้อนหินวิเศษไว้กับตัวเสมอ ทุกวันเวลาอ่านหนังสือก็จะเอาก้อนหินวิเศษออกมาวางบนโต๊ะอ่านหนังสือ และคิดไปว่าระยะหลังตนเรียนรู้ได้ดีกว่าเมื่อก่อน
และ แล้ววันสอบก็มาถึง เด็กชายจัดแจงเอาก้อนหินใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงโดยที่ไม่รู้เลยว่ากระเป๋า กางเกงตัวนั้นมีรอยขาด ระหว่างเดินทางไปโรงเรียน ก้อนหินวิเศษจึงหล่นหายไปโดยที่ข้าวโพดไม่รู้ตัว
หลัง เคารพธงชาติคุณครูให้นักเรียนทุกคนเข้าห้องสอบ ข้าวโพดนั่งประจำที่ด้วยความมั่นใจเป็นพิเศษ พลางล้วงหาก้อนหินวิเศษในกระเป๋ากางเกง แต่ก้อนหินไม่อยู่กับเขาแล้ว ข้าวโพดตกใจและขาดความมั่นใจไปในทันที แต่เมื่อคุณครูนำข้อสอบมาแจก ข้าวโพดกลับสามารถทำข้อสอบได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องพึ่งก้อนหินวิเศษแต่อย่างใด จากที่เคยกังวลว่าจะทำข้อสอบไม่ได้ เพราะไม่มีก้อนหินวิเศษก็เปลี่ยนเป็นความสนุกสนานในการทำข้อสอบ
ผล สอบในครั้งนั้นข้าวโพดมีคะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง และได้เป็นตัวแทนโรงเรีนไปตอบปัญหาวิทยาศาสตร์จนได้รางวัลชนะเลิศ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน โดยที่ไม่มีก้อนหินวิเศษคอยช่วยเหลือแต่อย่างใด
คืนหนึ่งข้าวโพดฝันเห็นเด็กชายแปลกหน้า ในฝัน ข้าวโพดบอกเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนใหม่ฟัง ทันใดนั้นเด็กชายแปลกหน้าก็กลายร่างเป็นนางฟ้าแสนสวย นางฟ้าบอกกับข้าวโพดว่า
"เธอ ไม่ต้องมีของวิเศษอะไรหรอกจ้ะ เพราะการที่เธอเป็นเด็กขยัน ชอบขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ปล่อยเวลาว่างให้เปล่าประโยชน์นั้น มีค่ากว่าของวิเศษใดๆ ขอให้เธอจงยึดมั่นในสิ่งต่างๆเหล่านี้ตลอดไป แล้วเธอจะมีชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า ... ลาก่อนจ้ะ" พูดจบนางฟ้าก็หายตัวไป

ตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมา ข้าวโพดไม่เคยอยากได้ของวิเศษใดๆ เพราะรู้แล้วว่า .. ความเอาใจใส่ในการเรียน และ หาความรู้คือของวิเศษที่แท้จริง
วัย เด็กเป็นวัยสำคัญสำหรับการวางรากฐานเพื่อความสำเร็จ ความเจริญและความสุขในชีวิต เยาวชนจึงต้องไม่ปล่อยให้ผ่านไปเปล่า โดยมิได้ขวนขวายหาความรู้และความดีใส่ตัว เพราะการกระทำเช่นนั้น เป็นการทำลายตนเอง ทำลายส่วนรวมโดยแท้