วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เหลือเชื่อ

เหลือเชื่อ

นานมาแล้วมีผัวเมียคู่หนึ่ง   เพิ่งจะได้แต่งงานกันใหม่ๆ   พ่อแม่ก็ให้ทั้งคู่ไปปลูกกระท่อมอยู่กันที่ปลายนาเพื่อให้ทั้งสองคนคอยช่วยดูแลข้าวปลาที่ทำไว้แล้ว   และกำลังงาม   เกรงว่าวัวควายนกหนูและสัตว์ต่างๆจะเข้ามากัดกินข้าวที่ปลูกไว้จนเสียหาย

ผัวเมียทั้งสองก็มิได้ขัดข้องความต้องการของพ่อแม่แต่อย่างใด เมื่อพ่อแม่ให้ไปก็ไป   เมื่อไปถึงแล้วก็ช่วยกันปลูกกระท่อมด้วยไม้ไผ่ และพยายามที่จะปลูกกระท่อมให้สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้   เพราะไม่ต้องการให้น้ำท่วมถึง


ฝ่ายผัวจึงได้ไปตัดเอาไม้ไผ่เอามาทำเสากระท่อม ตัดเอามาเสียมากมายแล้วปลูกกระท่อมจนสำเร็จ กระท่อมนั้นนับว่าสูงมากทีเดียว  สูงที่สุดเลยทีเดียว


ครั้นปลูกสร้างเสร็จแล้วทั้งคู่ก็ขึ้นไปอยู่กัน   นอนหลับสบายทั้งคืน พอถึงตอนรุ่งเช้าผัวตื่นขึ้นมามองไม่เห็นเมียก็เกิดอาการตกใจขึ้น   มองหาจนทั่วก็ไม่เห็นเมียของตน ผัวเกิดความคิดสงสัยขึ้นมาว่าเมียตกกระท่อมรึไม่   จึงก้มลงไปดูข้างล่าง จึงเห็นว่าเมียตกจากกระท่อมลงไปร่างของเมียยังลอยอยู่ยังตกลงไม่ถึงพื้นเลย   ยังอยู่สูงอีกมากกว่าจะพื้น แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไรจะตกถึงพื้นดินเอาเสียด้วย

กำเนิดต้นข้าว

กำเนิดต้นข้าว


          ในสมัยโบราณนานมาเมล็ดข้าวเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องปลูก และมีขนาดใหญ่มาก ใหญ่กว่ากำมือของมนุษย์ประมาณ 5 เท่า เมล็ดข้าวนั้นมีสีเงินและมีกลิ่นหอม มนุษย์ก็ได้ใช้หุงกินกันมานาน ต่อมามีหญิงหม้ายคนหนึ่ง สร้างยุ้งฉางให้ข้าวมาเกิดในยุ้งฉาง แม่หม้ายคนนั้นเป็นคนที่มีจิตใจหยาบช้า ตีข้าวเมล็ดใหญ่ด้วยไม้ เมล็ดข้าวแตกหักและปลิวไป ที่ปลิวไปตกในป่าก็กลายเป็นข้าวดอย ที่ปลิวไปตกในน้ำก็กลายเป็นข้าวนาดำมีชื่อว่านางพระโพสพ นางพระโพสพอาศัยอยู่กับปลาในหนองน้ำ นางพระโพสพโกรธมนุษย์จึงตัดสิ้นใจจะไม่กลับไปอีก มนุษย์จึงต้องอดอยากไม่มีข้าวกินไปถึงพันปี   ต่อมามีลูกชายของเศรษฐีไปเที่ยวป่าแล้วเกิดหลงทางจนมาถึงหนองน้ำก็นั่งร้องไห้ ปลากั้งเกิดความสงสารจึงขอให้นางพระโพสพบอกทางให้และกลับไปอยู่กับมนุษย์ นางพระโพสพจึงได้เล่าถึงความใจร้ายของแม่หม้าย ลูกชายเศรษฐีจึงได้อ้อนวอนให้นางพระโพสพกลับไป แต่นางก็ไม่ยอมกลับ เทวดาจึงแปลงตัวเป็นปลากับนกแก้วมาอ้อนวอนให้นางกลับไปดูแลมนุษย์และพระศาสนา เพราะพระพุทธเจ้าจะไปเกิดอีก นางพระโพสพจึงยอมกลับไปเมืองมนุษย์แต่ข้าวนั้นจะเล็กลง และต้องทำการเพาะปลูก ถ้าจะตำข้าวจะต้องทำพิธีขอเพื่อที่จะขออนุญาตต่อนางพระโพสพ และเมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วต้องทำพิธีสู่ขวัญข้าวด้วย


สองพี่น้องแบ่งของ

สองพี่น้องแบ่งของ


มีชาวนาผู้หนึ่งมีบุตรสาวอยู่สองคน วันหนึ่งชาวนาอยากจะทำการทดลองปัญญาของบุตรทั้งสองของคนชาวนาจึงได้ส่งแตงโมให้กับบุตรสาวทั้งสองไป 1 ใบ โดยบอกว่าให้ไปแบ่งกันกินแต่จะต้องแบ่งให้เท่าๆกันเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งเถึยงกันทะเลาะกันเรื่องใครได้มากกว่าน้อยกว่า ถ้าแบ่งได้ไม่เท่ากัน แล้วเกิดเถียงกันหรืทะเลาะกันขึ้น ก็จะต้องถูกลงโทษทั้งสองคนเป็นแน่


เด็กทั้งสองคน เมื่อได้รับแตงโมมาแล้ว  ก็ไม่รู้ว่าจะต้องแบ่งกันอย่างไรจึงจะสามารถแบ่งได้เท่าๆกัน
ด้วยกลัวว่าตนนั้นจะต้องถูกทำโทษ ในท้ายที่สุดจึงตกลงกันว่าจะใช้วิธีการดังนี้ โดยที่เด็กทั้งสองคนนั้น เห็นว่าเป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุด คือ ถ้าหากใครต้องเป็นคนที่ผ่าแตงโม  คนนั้นจะต้องเป็นฝ่ายเลือกทีหลัง และจะต้องยอมให้ฝ่ายที่ไม่ใช่เป็นคนผ่าเป็นฝ่ายเลือกก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนผ่าลำเอียง โดยผ่าเป็นชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งและชิ้นเล็กชิ้นหนึ่ง แล้วคนที่ผ่ารีบเลือกเอาชิ้นใหญ่ไปเป็นของตนก่อน


เมื่อเด็กทั้งสองได้ผ่าแตงโมและแบ่งกันเสร็จแล้ว จึงรีบวิ่งไปเล่าให้บิดาได้ฟัง เมื่อบิดาได้ฟังดังนั้นก็พอใจในสติปัญญาของบุตรสาวทั้งสองนั้นมา

พ่อยอมแล้วลูก

พ่อยอมแล้วลูก

นายดีเป็นคนบ้านนอกบ้านนา เขาได้ตัดสินใจส่งลูกชายไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ อยู่มาวันหนึ่งนายดีได้ไปเยี่ยมลูกชาย  ลูกชายก็ได้บอกพ่อว่า ตอนนี้พ่อมาอยู่กับผมที่กรุงเทพฯ พ่อจะทำอะไรเหมือนตอนอยู่ที่บ้านเราไม่ได้นะพ่อ เพื่อความแน่ใจ ถ้าพ่อเห็นผมทำอะไร  พ่อก็ทำตามผมก็แล้วกันนะ

มีอยู่วันหนึ่ง ลูกชายจำต้องไปงานเลี้ยง จึงได้ชวนนายดีพ่อของตนไปงานเลี้ยงด้วย นายดีแกทำอะไรไม่ค่อยจะถูก ก็เพราะว่าไม่เคยเข้างานสังคม แกจึงกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะกลัวว่าจะทำอะไรให้เป็นที่ขายหน้าให้แก่ลูกชาย ขณะที่นายดีกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ด้วยกัน  นายดีก็พยายามดูการกระทำของลูกชายแกอยู่ตลอดเวลา ถ้าแกเห็น ลูกชายของแกทำอะไรแกก็จะทำตาม ในเมนูแรกเขายกอ้อยควั่นมาเสิร์ฟ ลูกชายก็หยิบเอาอ้อยเข้าปาก นายดีก็ทำตามลูกชาย ต่างคนต่างกิน พอน้ำอ้อยหมดก็เหลือแต่กากอ้อย ทางฝ่ายลูกชายนั้นก็เอาผ้าเช็ดปากมาปิดปากแล้วจึงค่อยคายกากอ้อยออกมา ในตอนนั้นนายดีไม่ทันได้สังเกตุ คิดว่าลูกชายแค่จะเช็ดปากเฉยๆ นายดีจึงไม่ได้คายกากอ้อยออกมา  นายดีจึงเคี้ยวกากอ้อยต่อไปอยู่พักใหญ่ ก็ไม่เห็นลูกชายจะคายกากอ้อยออกมา แกจึงคิดในใจ

เอ..มันคายกากอ้อยออกมาตอนไหนกันหว่า ที่ใต้โต๊ะก็ไม่มี หรือมันจะกลืนลงท้องไปแล้วหว่า


คิดได้ดังนั้นแกจึงตัดสินใจว่า เอา..กลืนก็กลืนวะเมื่อกลืนลงไปแล้วกากอ้อยก็ติดอยู่ในคอ
นายดีจึงจำเป็นต้องดื่มน้ำตามเข้าไปมากๆ กว่ากากอ้อยจะหลุดลงคอลงไปได้ แกกินน้ำไปหลายแก้วทีเดียว

อาหารเมนูต่อมาเขาก็นำขนมจีนมาเสิร์ฟ ฝ่ายลูกชายก็ตักขนมจีนมากิน นายดีก็ทำตามเช่นเคย
ระหว่างที่กินกันอยู่นั้น ลูกชายก็บังเกิดความสงสัยขึ้นว่า ตอนที่พ่อกินอ้อยอยู่ พ่อเอากากไปทิ้งไว้ที่ไหน
มองดูรอบบริเวณที่นายดีนั่งอยู่ก็ไม่เห็นว่ามีกากอ้อยตกอยู่เลย ลูกชายจึงถามพ่อขึ้นมาว่า

พ่อ..ตอนที่พ่อกินอ้อยอยู่หนะ พ่อเอากากอ้อยไปท้งไว้ที่ไหน วางทิ้งไว้เรี่ยราดไม่ได้นะพ่อ


นายทองดีตอบลูกชายว่า  “พ่อก็กลืนเข้าไปนะซิวะ เพราะพ่อไม่เห็นแกคายกากอ้อยออกมาเลยหนะซิ


พอลูกชายได้ยินดังนั้นก็ขำขึ้นมาจนกลั้นเอาไว้ไม่อยู่  ก็เลยสำลักขนมจีนที่กินเข้าไป เส้นขนมจีนจึงออกมาทางจมูก นายดีเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นมาว่า


พ่อยอมแล้วลูก ที่ลูกทำแบบนี้พ่อทำตามไม่ได้หรอกนายดีกล่าวขึ้นพร้อมกับทั้งยกมือไหว้ลูกชายของตน

ความสมเหตุสมผล

ความสมเหตุสมผล

มีกระทาชายคนหนึ่งซึ่งมีอาชีพตัดฟืน ในระหว่างการเดินทางออกไปตัดฟืนได้เดินผ่านบ้าน ของชายผู้หนึ่งที่เลี้ยงสุนัขเอาไว้  จู่ๆสุนัขตัวนั้นได้กระโจนเข้ามาหาเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว  เขาจึงใช้ขวานจามสุนัขตัวนั้นตายเจ้าของสุนัขตัวนั้นจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลสถิตยุติธรรม


ผู้พิพากษาถามชายตัดฟืนขึ้นว่า: ทำไมท่านถึงฆ่าสุนัขตัวนั้นตายกันเล่า?”



เพราะว่าหมามันกระโจนโถมตัวเข้าหาข้า  ข้านั้นจึงจำเป็นต้องป้องกันตัว ข้าจึงควงขวานแล้วจามมันตาย”    ชายตัดฟืนตอบ


ผู้พิพากษาถามอีกว่า: แล้วทำไมท่านจึงไม่หันด้ามขวานไปข้างหน้าละ?”


ชายตัดฟืนตอบขึ้นมาว่า “ถ้าสุนัขตัวนั้นมันคิดจะกัดข้าด้วยหางของมันหละก็  ข้าก็ควรหันด้ามขวานไปข้างหน้า แต่มันกลับแยกเขี้ยวกระโจนเข้าใส่ข้า ข้าจึงหันคมขวานเข้ารับมันจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้วนี่ท่าน




คนแจวเรือจ้างกับนักศึกษา

คนแจวเรือจ้างกับนักศึกษา


มีนักศึกษาผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง   ได้ทำการว่าจ้างเรือแจวให้พาข้ามฟาก ในขณะที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆดูมืดครึ้ม   และลมเริ่มพัดจนน้ำเกิด เป็นระลอกคลื่นเล็กๆ


เรือแจวได้แล่นไปอย่างช้าๆ   จนเมื่อเรือได้เข้าสู่กระแสน้ำอันเชี่ยวกราด   คนแจวเรือจึงต้องใช้ความ
อย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก   ส่วนฝ่ายนักศึกษานั้นกำลังนั่งก้มหน้าหนังสือเล่มใหญ่อยู่   จนในที่สุดนักศึกษาก็ได้เงยหน้าขึ้นมาจากตำราแล้วมองไปยังคนแจวเรือ


ลุงๆเคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์บ้างไหม?”   นักศึกษาเอ่ยถามขึ้น


ไม่เคยเลยครับ”   คนแจวเรือจ้างตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา


ถ้างั้นลุงก็พลาดโอกาสเสียแล้วหละ   ในหนังสือประวัติศาสตร์นะลุง   เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าอ่าน
มีเรื่องของกษัตริย์และราชินีในสมัยอดีต   รวมถึงเรื่องของสงคราม  การต่อสู้   ทำให้เราสามารถรู้ว่าคนในสมัยโบราณใช้ชีวิตกันแบบไหน  แต่งกายกันอย่างไร   ประวัติศาสตร์จะบอกให้ได้รู้ถึงความเจริญและความเสื่อมลงของชนชาติต่างๆ  ทำไมลุงไม่อ่านประวัติศาสตร์บ้างเล่า?”


ผมไม่เคยเรียนหนังสือครับ”   คนแจวเรือตอบ


คนแจวเรือก็ยังคงแจวเรือต่อไป ส่วนนักศึกษาก็ก้มหน้าอ่านตำราต่อไป คงมีแต่เสียงใบแจวกระทบพื้นน้ำเท่านั้น


ผ่านไปสักครู่หนึ่ง  นักศึกษาก็เอ่ยถามคนแจวเรือขึ้นอีก   ”ภูมิศาสตร์เล่าลุง เคยอ่านบ้างไหม?”


ไม่เคยเลยครับ


ภูมิศาสตร์   เป็นวิชาที่สอนให้เราได้รู้จักกับโลกและประเทศต่างๆ   และยังรวมถึงกระทั่งภูเขา แม่น้ำ ลม พายุ ฝน  นะลุง วิชาภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก   ลุงไม่รู้จักวิชานี้เลยรึ?”


ไม่เคยเลยครับคนแจวเรือตอบ


นักศึกษาส่ายหน้า    “ถ้าไม่รู้จักวิชานี้ ชีวิตลุงก็เหมือนไม่มีค่าอะไรเลย

วิทยาศาสตร์ละลุง   เคยอ่านบ้างรึเปล่า


ไม่เคยอีกแหละคุณ


ลุงเนี่ยนะเป็นคนยังไงกันแน่?   วิทยาศาสตร์ที่ช่วยอธิบายถึงเหตุและผลต่างๆ   ลุงรู้มั้ยความก้าวหน้าของคนเราในทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับวิทยาศาสตร์โดยตรงเลยนะ   นักวิทยาศาสตร์เป็นคนที่สำคัญอย่างมากในโลกนี้เลยก็ว่าได้  แต่นี่อะไรลุงกลับไม่รู้เรื่องพวกนี้เอาเสียเลย   ชีวิตของลุงช่างมีค่าน้อยเสียเหลือเกิน

นักศึกษาปิดตำราของเขา   และนั่งเงียบไม่พูดอะไรขึ้นอีก ในช่วงเวลานั้นก้อนเมฆสีดำได้แผ่ขยายและปกคลุมเต็มไปทั่วทั้งท้องฟ้า ลมเริ่มพัดแรงขึ้น  มีฟ้าแลบแปลบปลาบ   เป็นเหตุบอกว่าพายุกำลังจะมา   และเรือก็ยังเหลือระยะทางอีกกว่าครึ่งซึ่งไกลมากกว่าจะถึงฝั่ง


คนแจวเรือแหงนขึ้นมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น   ดูเมฆนั่นซิคุณ พายุคงจะมาถึงเราในไม่ช้า คุณว่ายน้ำเป็นไหมครับ?”


นักศึกษาพูดขึ้นอย่างตื่นตกใจกลัว
ว่ายน้ำ ผมว่ายไม่เป็นหรอกลุง

บัดนี้คนแจวเรือเป็นฝ่ายเลิกคิ้วมองนักศึกษาอย่างประหลาดใจบ้างแล้ว   และพูดว่า   


อะไรกัน   นี่คุณว่ายน้ำไม่เป็นหรอกรึ   คุณมีความรอบรู้มากมายออกขนาดนี้   ประวัติศาสตร์เอย
ภูมิศาสตร์เอย   และวิชาวิทยาศาสตร์เอยคุณก็รู้   แต่ทำไมคุณถึงไม่ไปเรียนการ
ว่ายน้ำด้วยเล่า   อีกสักประเดี๋ยวเถอะ   คุณก็จะได้รู้ว่าชีวิตของคุณไม่มีค่าเลย


ลมพายุพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ   เรือแจวลำน้อยถูกคลื่นและลมโหมซัดพัดกระหน่ำใส่เข้ามา
ในไม่ช้าไม่นานเรือแจวก็ถูกคลื่นและพายุซัดจนเรือพลิกคว่ำคนแจวเรือจ้างสามารถ
ว่ายน้ำขึ้นฝั่งมาได้อย่างปลอดภัย    แต่ทว่านักศึกษาผู้น่าสงสาร
ได้จมหายไปในกระแสน้ำอันเชี่ยวกราดนั้นเอง






เสือตีนโต

เสือตีนโต



มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมีอาชีพทำไร่ ต่อมาวันหนึ่งทั้งสองก็ต่างไปช่วยกัน ทำไร่เหมือนเช่นเคย ในวันนั้นทั้งคู่ไม่ได้ห่อข้าวไปกิน คิดว่าจะกลับไปกินข้าวกันที่บ้าน พอถึงช่วงบ่าย สองสามีภรรยาก็ชวนกันกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านสามีพูดกับภรรยาว่า
นี่น้อง รีบไปหาข้าวปลาอาหารมากินด้วยกันเถอะ วันนี้พี่หิวมากๆเลย


ฝ่ายภรรยานั้นเป็นคนที่ขี้เกียจ  ไม่ชอบทำงานอยู่เป็นทุน  จึงพลอยไม่ชอบหุงหาอาหารไปด้วย เมื่อได้ยินสามีพูดขึ้นมา จึงเดินเข้าไปยังห้องครัว แล้วเปิดหม้อข้าวดู ก็เห็นว่ามีข้าวเหลืออยู่ น่าจะพอแบ่งกันกินได้
จึงบอกกับสามีไปว่า
ข้าวมีอยู่แล้วพี่ กับข้าวของเมื่อตอนเช้าก็ยังมีอยู่ ถ้าพี่หิวก็มากินได้เลย


เอางั้นก็ได้  น้องก็มากินพร้อมกันกับพี่เลยซิสามีพูด


ทั้งคู่ต่างก็แบ่งข้าวกันกินคนละจาน ข้าวในหม้อจึงเหลืออีกเพียงเล็กน้อย ในขณเะนั้นเองได้มีเพื่อนคนหนึ่งมาที่บ้าน เอ้ากำลังทำอะไรอยู่ละเพื่อนเอ่ยถาม


กำลังจะกินข้าวกลางวัน  มาๆ มานั่งกินข้าวด้วยกันสามีได้กล่าวชวนเพื่อนที่มาเยี่ยม  ให้มาร่วมทานอาหารตามธรรมเนียมไทยแท้ของคนไทย


แหม กินสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน กำลังหิวอยู่เลยทีเดียว


เพื่อนคนนั้นก็ได้เข้ามานั่งร่วมวงกินข้าวด้วย ภรรยาจึงได้ตักข้าวที่ยังคงเหลืออยู่ในหม้อ
ให้กับแขกที่มา ข้าวที่หลืออยู่ในหม้อจึงหมดลง


ทั้งสามคนต่างก็กินกันไปคุยกันไป ข้าวในจานของแต่ละคนก็ลดน้อยลงทีละนิด เผอิญข้าวในจาน
ของเพื่อนหมดก่อน เพื่อนนั้นยังทานไม่อิ่มจึงคอยจังหวะให้เจ้าบ้านคดข้าวให้ตนเพิ่ม แต่เจ้าบ้านก็ไม่ตักให้เสียที ฝ่ายเพื่อน จึงคิดหาอุบายที่จะบอกให้เจ้าบ้านคดข้าวให้ เป็นนัยๆ  จึงพูดขึ้นมาว่า
นี่เมื่อวานนี้ เราเข้าไปในป่ามา โอ้โฮเพื่อนเอ๋ยเราได้ไปเจอเสือตัวหนึ่งรอยตีนของมันโตขนาดจานข้าวนี่เลยเพื่อนพูดพร้อมกับเอียงจานให้เจ้าบ้านดู



เจ้าบ้านเมื่อได้เห็นดังนั้น ก็ถือโอกาสเล่าต่อว่า
เมื่อวานนี้ เราก็ไปเที่ยวป่ามาเหมือนกัน โอ้โฮเพื่อนเอ๋ย
เราไปเจอช้างรอยตีนโตขนาดหม้อนี่แหละ
พูดไปพร้อมกับได้เอียงหม้อให้ดู เพราะข้าวก็หมดหม้อแล้วเหมือนกัน