วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

เซนโทโซมและเซนทริโอล


เซนโทรโซม (Centrosome)


 เป็นออร์แกเนลล์ที่ไม่มีเยื่อหุ้ม มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก พบในเซลล์สัตว์ทุกชนิดและพบในพวกโปรตีสต์บางชนิด ถ้ามีลักษณะ 2 อัน วางตั้งฉากกันจะเรียกว่า เซนโทรโซม (centrosome) ซึ่งแต่ละอันจะประกอบด้วย ไมโครทูบูล (microtubule) โดยมีโครงสร้างแบบ 9+0 (9+0=27) มีหน้าที่ในการแบ่งเซลล์ของสัตว์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของโครโมโซมโดยการสร้างเส้นใยสปินเดิล (spindle fiber) หรือเส้นใยไมโทติก (mitotic spindle)


เซนทริโอล (centriole) 

เป็นส่วนที่อยู่ใกล้นิวเคลียส พบในเซลล์สัตว์ และโพรทีสต์บางชนิด มีขนาดเล็ก ใส มีรัศมีแผ่ออกมาโดยรอบมีรูปร่างคล้ายท่อทรงกระบอก ในแต่ละเซลล์จะมีเซนทริโอล 2 อัน เรียงในลักษณะตั้งฉากกัน หน้าที่ของเซนทริโอล คือ ช่วยในการเคลื่อนที่ของโครโมโซมในขณะที่มีการแบ่ง เซลล์ ช่วยในการเคลื่อนที่ของเซลล์บางชนิด



เซนทริโอล (centriole)


เซนทริโอล (centriole)
       เป็นออร์แกเนลล์ที่ไม่มีเยื่อหุ้ม พบในเซลล์สัตว์และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ไม่พบในเซลล์พืช
และ เห็ด รา เป็นบริเวณที่ยึดเส้นใยสปินเดิล ช่วยในการเคลื่อนที่ของโครโมโซมและแยก
โครมาทิดออกจากกันในขณะที่เซลล์มีการแบ่งตัว 

เซนทริโอล พบอยู่เป็นคู่ วางตั้งฉากกัน อยู่ใกล้ ๆ กับเยื่อหุ้มนิวเคลียส

        เซนทริโอลประกอบด้วย หลอดเล็ก ๆ เรียกว่า ไมโครทิวบูล (microtubule) เรียงเป็นกลุ่ม
กลุ่มละ 3หลอด มีทั้งหมด 9 กลุ่ม เชื่อมต่อกัน เป็นทรงกระบอก บริเวณตรงกลางไม่มีไมโคทูบูล
เรียกการเรียงตัวแบบนี้ว่า 9 + 0 
        เซนทริโอลมี DNA และ RNA เป็นของตัวเอง จึงจำลองตัวเองและสร้างโปรตีนขึ้นเองได้
        ไมโครทูบูลยังพบในซิเลียและแฟลเจลลา ซึ่งมีการเรียงตัวเป็นแบบ 9 + 2 โดยเรียงเป็นกลุ่ม
กลุ่มละ 2 หลอด จำนวน 9 กลุ่ม ตรงกลางมี 2 ชุด ชุดละ 1 รวมเป็น 2 
        บริเวณไซโทพลาซึมที่ล้อมรอบเซนทริโอล เรียกว่า เซนโทรโซม ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิด
เส้นใยสปินเดิล  




โครงสร้างผิวเซลล์ (cell surface structure)


โครงสร้างผิวเซลล์ (cell surface structure)
              คือ โครงสร้างที่อยู่ถัดออกมาจากเยื่อหุ้มเซลล์ เช่น ผนังเซลล์ (cell wall) ที่พบใน เซลล์พืช รา สาหร่ายและแมทริกซ์นอกเซลล์ ( extracellular matrix) ที่พบในเซลล์สัตว์
1 .ผนังเซลล์
รูป ตำแหน่งของชั้นผนังเซลล์
โครงสร้าง

               1. ช่วยในการคงรูปร่างของเซลล์พืช แบ่งออกเป็น

                   1.1.ผนังเซลล์ขั้นแรก (primary cell wall) ซึ่งประกอบด้วยเซลลูโลส ระหว่างผนังเซลล์ ขั้นแรก คือ ลาเมลลา (middle lamella) ซึ่งมี เพคติน (pectin) บรรจุ อยู่ช่วยยึดเซลล์ให้อยู่ติดกัน
                    1.2. ผนังเซลล์ขั้นที่สอง (secondary cell wall) อยู่ระหว่างเยื่อหุ้มเซลล์ และ ผนังเซลล์ ขั้นแรก แข็ง และทนทานกว่า ผนังเซลล์ขั้นแรก มักพบลิกนินเป็น ส่วนประกอบผนังเซลล์ขั้นที่สองนี้ มักพบในไม้เนื้อแข็ง



2. แมทริกซ์นอกเซลล์ 
ส่วนใหญ่เป็นไกลโคโปรตีน (glycoprotein) ซึ่งได้แก่ 

                1) คอลลาเจน (collagen) 

                2) โพรทีโอไกลแคน (proteoglycan)
                3) ไฟโบรเนคติน(fibronectin)

หน้าที่ 

                 ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับบริเวณรับของอินทีกริน (integrin receptor) ในเยื่อหุ้มเซลล์และอินทีกรินก็เชื่อมต่อกับ ไซโทสเกเลตัน ทำให้เกิดการประสานระหว่าง แมทริกซ์นอกเซลล์ และไซโทพลาซึมภายในเซลล์ขึ้น




โครงสร้างเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ (junction between cells)


โครงสร้างเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ (junction between cells)
รูป โครงสร้างเชื่อมเซลล์ประเภทต่างๆ
1 พลาสโมเดสมาตา (plasmodesmata) ในเซลล์พืช 

        ช่วยให้ไซโทพลาสซึมระหว่างเซลล์แพร่ถึงกัน ทำให้สารต่าง ๆ ในไซโทพลาสซึม
เกิดการแลกเปลี่ยนกันระหว่างเซลล์
2 ไทท์จังชัน (tight junction) ในเซลล์สัตว์ 
         เป็นโครงสร้างที่เกิดจากเยื่อหุ้มเซลล์ที่อยู่ติดกันเกิดการรวมตัวกันป้องกันการรั่วไหลของ 
ของเหลวภายในเซลล์และนอกเซลล์เข้าหากัน
3 เดสโมโซม (desmosome) ใน เซลล์สัตว์ 
         ทำหน้าที่ตรึงเซลล์เข้าด้วยกัน โดยมี อินเตอร์มีเดียทฟิลาเมนต์ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ เดสโมโซม
4 แกพจังชัน (gap junction) ในเซลล์สัตว์ 
        1. เป็นช่องที่เกิดขึ้นระหว่างเซลล์ที่อยู่ติดกัน
        2. ทำให้สารและโมเลกุลสามารถเคลื่อนที่จาก เซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง
        3. กระแสไฟฟ้า สามารถเคลื่อนที่จากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง โดยผ่านทางแกพจังชัน



คลอโรพลาสต์ (chloroplasts)


คลอโรพลาสต์ (chloroplasts)
รูป โครงสร้างคลอโรพลาสต์
โครงสร้าง

              1. พบในเซลล์พืช สาหร่าย และ ไซยาโนแบคทีเรีย (cyanobacteria)
              2. มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6 ไมโครเมตร ยาวประมาณ 1-5 ไมโครเมตร
              3. คลอโรพลาสต์ เป็น พลาสติด ชนิดหนึ่ง พลาสติด เป็นออร์แกเนลล์ ที่พบในพืช ซึ่งได้แก่ 
                  1) อะไมโลพลาสต์ (amyloplast) เป็นพลาสติด ที่ไม่มีสี พบที่รากและส่วนหัวของพืช ทำหน้าที่เก็บสะสมแป้ง
                  2) โครโมพลาสต์ (chromoplast) มีรงควัตถุ สีแดง และสีส้มบรรจุอยู่ให้สีแดงและสีส้ม แก่ผลไม้ ดอกไม้ และใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง 
                  3) คลอโรพลาสต์ (chloroplast) มี รงควัตถุ สีเขียวเรียกว่า คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) มีเอนไซม์ และโมเลกุลอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ด้วยแสง พบในใบและส่วน อื่น ๆ ของพืชที่มีสีเขียว
              4. มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น คือ เยื่อหุ้มชั้นนอก และเยื่อหุ้มชั้นใน
              5. ภายในคลอโรพลาสต์ ประกอบด้วย ถุงแบน ๆ ที่เกิดจากเยื่อหุ้มชั้นในเรียกว่า ไทลาคอยด์ (thylakoid) วางซ้อนทับกันอยู่เป็นกอง ๆ ซึ่งแต่ละกอง ของไทลาคอยด์ เรียกว่า กรานัม (granum)ของเหลวที่บรรจุอยู่รอบ ๆ ไทลาคอยด์ เรียกว่าสโตรมา (stroma) ซึ่งจะมี DNA ไรโบโซมของคลอโรพลาสต์ และเอนไซม์ที่ใช้ในการ สังเคราะห์คาร์โบไฮเดรต
              6. คลอโรฟิลล์ อยู่ที่ เยื่อหุ้มไทลาคอยด์ (thylakoid membrane)

หน้าที่

              1. เป็นที่เกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) 
              2. การสังเคราะห์ด้วยแสง คือ กระบวนการที่พลังงานแสงถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานเคมี
คาร์โบไฮเดรต โดยสามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้ี้

พลังงานแสง + CO2+ H2O C6H12O6 + O2

กอลจิแอพพาราตัส (golgi apparatus)


กอลจิแอพพาราตัส (golgi apparatus)
รูป โครงสร้างของกอลจิแอพาราตัส


รูป การเคลื่อนที่ของสารจาก ER ออกนอกเซลล์โดยผ่านการสร้างเวซิเคิล (vesicle)ในกอลจิแอพาราตัส
ที่มา : http://www.franklincollege.edu/bioweb/A&Pfiles/week04.html

โครงสร้าง

              1. เป็นถุงแบน ๆ ที่วางซ้อน ๆ กันมีประมาณ 3 – 20 ถุง 
              2. แบ่งออกเป็น
                  2.1 ด้านที่อยู่ใกล้กับ ER (cis face) จะรับถุงบรรจุโปรตีนที่ส่งมาจาก ER 
                  2.2 ด้านที่อยู่ห่างจาก ER( trans face) จะทำการส่งถุงบรรจุโปรตีนที่ส่งมาจากด้านที่อยู่ใกล้กับ ER ไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ในเซลล์

หน้าที่

               เปรียบเสมือนโกดังเก็บสินค้าก่อนส่งออกโดยจะรับถุงบรรจุโปรตีนจาก ER แล้วมาตัดแต่ง ต่อเติม โปรตีนให้สมบูรณ์ จากนั้นจะทำการคัดเลือกโปรตีนที่มี โครงสร้างสมบูรณ์แล้วส่งไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ทั้งภายในเซลล์ ภายนอกเซลล์ และที่เยื่อหุ้มเซลล์




กอลจิ คอมเพล็กซ์



กอลจิ คอมเพล็กซ์ 


มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน หลายอย่าง คือ กอลจิ บอดี กอลจิ แอพพาราตัส  ดิกไทโอโซม  เป็นออร์แกเนลล์ ที่ตั้งขึ้นตามชื่อของ คามิลโล กอลจิ  นักชีววิทยาชาวอิตาลี ซึ่งพบกอลจิ คอมเพล็กซ์ในปี พ.ศ. 2423 โดยการศึกษาจากเซลล์ประสาท และพบออร์แกเนลล์นี้ ต่อมาเมื่อมีการประดิษฐ์ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน จึงพบและยืนยันว่าออร์แกเนลล์นี้มีจริง ในปี พ.ศ. 2499

กอลจิบอดี มีรูปร่างเป็นลักษณะคล้ายชามซึ่งเรียกว่า ซิสเทอร์นา (cisterna หรือ flattened sac) เป็นถุงแบนๆ หรือเป็นท่อเรียงซ้อนกัน เป็นชั้นๆ มีจำนวนไม่แน่นอน มีประมาณ 5-10 ชั้น มักพบ 2-8 อัน ตรงปลายของถุงมักโป่งออก ถุงเหล่านี้มีผนัง 2 ชั้น หรือยูนิตเมมเบรนเหมือนๆ กับเยื่อหุ้มนิวเคลียส และเยื่อหุ้มเซลล์ และมีโครงสร้างคล้าย SER ภายในถุงมีของเหลวบรรจุอยู่ โดยทั่วไป จะพบในเซลล์สัตว์ มีกระดูกสันหลัง มากกว่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
รูปร่างของกอลจิบอดี จะเปลี่ยนอยู่เสมอ เป็นเพราะบางส่วนเจริญเติบโต บางส่วนจะหด และหายไป ด้านที่มีการเจริญเติบโต จะสร้างตัวเองโดย มีการรวมตัวของเวสิเคล จากเอนโดพลาสมิก เรทิคิวลัม กับซิสเทอร์น่า ทำให้ขนาด ของซิสเทอร์น่า แต่ละอันเพิ่มขึ้น และในบริเวณช่องว่าง ของซิสเทอร์น่า จะเปลี่ยนแปลง รูปร่างของสารใหม่ต่างๆ ที่กอลจิบอดี ดูดซึมเอาไว้ให้เป็นสารอื่นได้ ที่ด้านตรงกันข้าม ของกอลจิบอดีเป็นด้านที่มีการปลดปล่อยสาร ส่วนเวสิเคิลอื่น ซึ่งมีสารใหม่ต่างๆ อยู่จะถูกขับออกมา บางส่วนของเวสิเคิล เหล่านี้จะรวมกับเยื่อหุ้มเซลล์ ที่อยู่ติดกับผนังเซลล์ ทำให้ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิว ของเยื่อหุ้มเซลล์ ในเวสิเคลแต่ละอันนั้น จะมีสารประกอบ โพลีแซคคาไรด์ ซึ่งเป็นสารสนับสนุน การเจริญเติบโต ของผนังเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์